บิ๊ก สพฐ.ก้มหน้า เซ็นรับทราบข้อกล่าวหาบกพร่องจัดสอบครูผู้ช่วย



วันนี้ (4 มิ.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น.ที่สำนักบริการงานวิทยาชุมชน (วชช.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายอภิชาติ จีระวุฒิเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายชินภัทร ว่า ครั้ง นี้เป็นการสรุปคำสั่งที่ผู้บังคับบัญชาได้กล่าวหา เลขาธิการ กพฐ.ว่าอาจจะมีความบกพร่องในการสั่งการ ซึ่งถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ โดยคณะกรรมการสอบสวนฯ ก็จะต้องหาข้อเท็จจริง ทั้งผู้ถูกกล่าวหา คือนายชินภัทร รวมทั้งจะต้องดูหลักฐาน ทั้งของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง การจัดสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษหรือเหตุจำเป็น ว12 ที่มีนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน ได้ส่งเอกสารมาจำนวน 1,444 หน้า เอกสารที่ได้จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ อีกจำนวน 1,000 กว่าหน้า จากนั้นหากมีการพาดพิงหรือต้องการข้อมูล ข้อเท็จจริงจากผู้ใด คณะกรรมการสอบสวนฯจะเชิญคนเหล่านั้นมาให้ข้อเท็จจริง หรือขอเอกสารหลักฐานได้เพิ่มเติมต่อไป

       ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนฯ มีเวลารวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมด 60 วัน เพื่อจัดทำบันทึกการแจ้งการรับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุน ข้อกล่าวหาแบบ สว.3 ตามกฎคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน และส่งให้ผู้ถูกกล่าวหา คือ นายชินภัทร เพื่อแก้ข้อกล่าวหา หรือพยานหลักฐาน ทั้งเอกสารและพยานบุคคลที่จะต้องเชิญมาสอบสวนภายใน 60 วัน จาก นั้นคณะกรรมการสอบสวนฯจะพิจารณาว่าคำแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหารับฟัง ได้หรือไม่ โดยการพิจารณาจากหลักฐานทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อเสนอความเห็นต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้ง คือรัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาวินิจฉัยในขั้นตอนสุดท้าย โดยทางคณะกรรมการสอบสวนฯอาจจะเสนอทั้งโทษร้ายแรง ไม่ร้ายแรง หรืออาจไม่มีโทษเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่จะต้องพิจารณากันต่อไป โดยคณะกรรมการสอบสวนฯนัดหารือรวมกันอีกครั้งในอีก 2 สัปดาห์
       
       นายอภิชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนการยื่นอุทธรณ์ของ นายชินภัทร ที่ยื่นต่อนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นั้นมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนการอุทธรณ์ แต่สิ่งที่นายชินภัทรสามารถกระทำได้ คือ การทักท้วง หากผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าคณะกรรมการสอบสวนฯ เป็นอริแก่ผู้ถูกกล่าวหา ตามกฎ ก.พ.ซึ่ง นายชินภัทร ได้พิจารณาแล้วว่าคณะกรรมการสอบสวนฯทั้ง 7 คนไม่ได้เป็นอริ ดังนั้นจึงไม่ได้ท้วงประเด็นดังกล่าว ส่วนหนังสือที่ นายชินภัทร ส่งผ่าน รมว.ศึกษาธิการ นั้น เป็นการแจ้งข้อเท็จจริงบางประการว่าคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงฯ น่าจะไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ส่งถึง รมว.ศึกษาธิการ นั้นไม่ใช่การอุทธรณ์ แต่เป็นการส่งข้อเท็จจริงเพิ่มเติม กรณีที่ในบันทึกของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงฯไม่ได้พูดไว้บางประเด็น ซึ่งรวมถึงบทบาทการทำงานในฐานะเลขาธิการ กพฐ.ด้วย ซึ่งตนจะเสนอรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เพื่อขอรับเอกสารที่นายชินภัทร ได้ส่งมา เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการสอบสวน
       
       “ในท้ายคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ มีความคลาดเคลื่อน เพราะขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนการอุทธรณ์ โดยสิ่งที่นายชินภัทร สามารถทำได้หลังการตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ คือ การร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) หรือการทักท้วงรายชื่อคณะกรรมการ หากเห็นว่าเป็นอริกับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่ง นายชินภัทร ก็ไม่ได้ใช้สิทธิ์นั้น โดยยินยอมรับการสอบสวนตามเวลาที่กฎหมายกำหนด ถือว่า นายชินภัทร ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยการยื่นอุทธรณ์สามารถทำได้เมื่อผลการสอบสวนออกมาเรียบร้อยแล้ว และผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ภายใน 30 รับจากวันที่ได้รับคำสั่งลงโทษ ซึ่งตามเวลาที่กำหนคดีนี้จะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2556 ทั้งนี้ แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะเกษียณอายุราชการแล้ว กระบวนการสอบสวนก็สามารถเดินต่อไปได้ โดยทางราชการจะไม่จ่ายบำเหน็จบำนาญจนกว่าคดีจะสิ้นสุด” นายอภิชาติ กล่าว
       
       ด้าน นายชินภัทร ให้สัมภาษณ์กล่าวภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ว่า วันนี้ เป็นการเซ็นรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งหลังจากวันนี้คณะกรรมการสอบสวนฯ จะใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ จากคำกล่าวหา และคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาที่เป็นรายละเอียดให้ผู้ถูกกล่าวหาให้รับทราบภายใน 60 วัน เพราะฉะนั้น ในช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงที่ตนสามารถรวบรวมข้อมูลต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น ส่วนการยื่นอุทธรณ์กับ ก.พ.ค.เป็นสิทธิที่ทำได้ภายใน 30 วันหลังจากที่ตนได้เซ็นต์รับทราบข้อกล่าวหาตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค.ซึ่งจะสิ้นสุดการอุทธรณ์ในวันที่ 27 มิ.ย.เพราะฉะนั้น ก็ยังอยู่ในระยะเวลาที่ทำได้ แต่ตนจะขอรอดูแนวทาง และศึกษากรณีที่เกิดขึ้นในอดีตที่มีความคล้ายคลึงกันว่ามีการจัดการอย่างไร ในการชี้แจงและในการใช้สิทธิ์ในการอุทธรณ์ ถ้าเป็นประโยชน์ก็อาจจะพิจารณา แต่ตอนนี้ตนยังไม่ได้ตัดสินใจ
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง อย่างกรณีของนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หรือไม่ นายชินภัทร กล่าวว่า ขอให้ดำเนินการทีละขั้นตอน โดยในขั้นตอนแรกก็เป็นการสืบสวนข้อเท็จจริงให้เกิดความเป็นธรรม แต่คงไม่ถึงขั้นฟ้องร้อง
       
       “ผมยังเชื่อในความยุติธรรม ว่าในสังคมนี้ยังมีอยู่และยังคงอยู่ในจุดยืนตรงนี้ให้นานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” นายชินภัทร กล่าว