ดีเอสไอแจงผลสอบปากคำครูผู้ช่วย 51 ราย ที่โคราช



         เมื่อ 6 มิ.ย. นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกัน และปราบปรามการทุจริต กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการสอบปากคำพยานซึ่งเป็นบรรดาผู้สอบแข่งขัน เพื่อบรรจุ และแต่งตั้งตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 51 คน ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัย 344 คน ที่มีคะแนนสอบสูงผิดปกติ บางรายแม้นมีคะแนนสูง แต่ยังไม่ได้ถูกเรียกบรรจุ เนื่องจากผลรวมคะแนนเป็นลำดับรองลงมา จึงเป็นเพียงผู้ที่มีรายชื่อตามบัญชีในลำดับต้น ๆ ว่า จากจำนวนพยานกว่า 30 คน ที่เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายนัด โดยขาดอยู่ 4 คน อยู่ระหว่างการตรวจสอบตามขั้นตอนถึงสาเหตุไม่มาพบตามหมายนัด เบื้องต้นเราได้ให้โอกาสพยานได้ทดสอบทดสอบองค์ความรู้ โดยใช้ข้อเดิมที่คัดเฉพาะข้อง่ายๆ จำนวน 20 ข้อ ให้เวลาทำ 30 นาที ผลคะแนนสูงสุด 15 คะแนน ต่ำสุด 7 คะแนน ส่วนใหญ่จะทำได้ประมาณ 9-11 ข้อ ซึ่งตรงตามแนววิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ ระบุความยากง่ายของข้อสอบชุดนี้ จะอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยประมาณร้อยละ 60 บวกลบ 5
         นายธานินทร์ กล่าวถึงการให้ปากคำที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี มีประมาณ 7 คน ระบุได้จ่ายเงินซื้อคำเฉลยมาในราคา 4-6แสนบาท จากบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา กว่า 10 คน ยังคงให้การในลักษณะแบ่งรับแบ่งสู้ ที่เหลือยังปากแข็ง อ้างเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ทำข้อสอบด้วยความรู้ความสามารถตนเองล้วนๆ แต่พยาน หลักฐาน ที่เราได้รวบรวมมานานกว่า 3 เดือน สามารถเชื่อมโยง และน่าเชื่อบุคคล 344 คน มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งครูผู้ช่วยอีก 104 คน จะต้องถูกออกหมายเรียกภายหลัง จึงขอความร่วมมือการให้การเป็นประโยชน์ต่อการขยายผลการดำเนินคดีอาญา เราจะพิจารณากันตัวเป็นพยาน และ ให้การคุ้มครองทั้งความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน หากกล่าวอ้างไม่รู้ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือไม่มาพบตามหมายเรียก ดีเอสไอ ซึ่งอำนวยความสะดวกเดินทางมาที่จังหวัดนครราชสีมา อาจต้องพิจารณาจากหมายเรียกพยาน เป็นหมายเรียกผู้ต้องหามาพบที่ กรุงเทพ ฯ ในเร็วๆนี้ ขณะนี้เราได้ดำเนินการคู่ขนานสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องจากบนลงล่าง และล่างขึ้นบน เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด ส่วนการดำเนินทางวินัย เป็นอำนาจ หน้าที่ของ สพฐ. ที่จะมีคำสั่งให้ อ.ก.ค.ศ เขตพื้นที่ เพิกถอนตำแหน่งต่อไป 


         ด้านนายออน กาจกระโทก ผู้แทนข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ( ก.ค.ศ ) กล่าวว่า ข้อสรุปของดีเอสไอ แจ้งให้ ก.ค.ศ รับทราบ เป็นขั้นตอนการร้องทุกข์กล่าวโทษครูผู้ช่วยจำนวน 344 ราย ตามพยาน หลักฐานระบุพบพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยมีส่วนสนับสนุนให้มีการลักลอบนำข้อสอบออกมา และได้จ่ายเงินรายละ 4-6 แสนบาท รวมมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท เพื่อแลกกับกระดาษคำตอบเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ระบุความผิดเป็นรายบุคคล ทั้งๆที่ ดีเอสไอ อ้างพบพยาน หลักฐาน เกี่ยวข้องกับการทุจริตหลายรายการ เช่น เขียนคำเฉลยในยางลบ หรือลักลอบนำอุปกรณ์สื่อสารเข้าไปห้องสอบ ฯ ข้อสรุปเพียงแค่นี้ ทำให้ผู้อำนวยการโรงเรียนต้นสังกัดครูผู้ช่วย ซึ่งมีอำนาจ หน้าที่มาตรา 53 พ.ร.บ ระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ 2547 ว่าด้วยการบรรจุ และแต่งตั้ง รวมทั้งเพิกถอนตำแหน่ง ไม่กล้าดำเนินการ เกรงอาจถูกฟ้องภายหลัง จนถึงขณะนี้ยังไม่เขตพื้นที่ใด เพิกถอนตำแหน่ง เพื่อความชัดเจนในประเด็นข้อสงสัย 1.ขั้นตอนคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด สามารถดำเนินการได้หรือไม่ 2.การทุจริต หรือความผิดได้เกิดขึ้นก่อนที่จะได้รับบรรจุ และแต่งตั้งเป็นครูผู้ช่วย และเป็นความผิดทางอาญา จะต้องตั้งกรรมการสอบสวนเอาผิด เพื่อให้ชี้มูลชัดเจนในแต่ละรายหรือไม่ และ 3. ที่ผ่านมาพยาน หลักฐาน ที่สามารถเชื่อมโยงเอาผิดต้องเป็นรายงานของนิติวิทยาศาสตร์ แต่ข้อมูลที่ดีเอสไอ แจ้งให้ทราบเป็นรายงานการวิเคราะห์เชิงสถิติของผู้เชี่ยวชาญในการทำข้อสอบ ข้อสงสัยเหล่านี้ ผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องทำหนังสือหารือไปยัง อ.ก.ค.ศ เขตพื้นที่ เพื่อให้ชงเรื่องให้ ก.ค.ศ พิจารณา ตอบคำถาม พร้อมยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นการป้องกันตัวเอง และสามารถดำเนินการโดยชอบ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 6 มิถุนายน 2556