ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 29 พ.ค. นายประจักษ์ คงแหลม หัวหน้าส่วนโยธา อบต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกในคดีทุจริตสอบครูผู้ช่วยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โดยมีนายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้แจ้งข้อกล่าวหา
โดยระบุว่า สืบเนื่องจากที่มีการเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายประจักษ์ที่บ้านพักในจ.ชัยภูมิ พบหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงกับการทุจริตสอบจำนวนมาก โดยเฉพาะเครื่องชาร์จโทรศัพท์มือถือรุ่นเดียวกับของกลางที่ดีเอสไอเคยตรวจพบจากผู้เข้าสอบ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 เกี่ยวกับการเรียกรับเงินเพื่อจูงใจพนักงานราชการให้ช่วยเหลือในการสอบครูผู้ช่วย ซึ่งนายประจักษ์ให้การปฏิเสธและขอไปให้การใช้ศาล แต่พนักงานสอบสวนยืนยันมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่านายประจักษ์มีพฤติกรรมเป็นคนกลางในการติดต่อผู้สมัครสอบและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทำข้อสอบ โดยจะนำเฉลยข้อสอบมาให้กับผู้สมัครและเรียกรับเงิน
นายธานินทร์ กล่าวต่อว่า มีพยานที่เป็นผู้เข้าสอบยืนยันว่านายประจักษ์คือผู้ที่ฝึกอบรมใช้เครื่องโทรศัพท์ในการส่งสัญญาณ จากการสืบสวนพบว่าช่วงก่อนถึงวันสอบในคืนวันที่ 12 ม.ค.55 นายประจักษ์ได้ส่งตัวอย่างข้อสอบให้กับผู้สมัครสอบเพื่อให้ทราบแนวข้อสอบแต่ละชุด และในวันสอบคือวันที่ 13 ม.ค.ยังได้ส่งเฉลยข้อสอบให้ด้วย สำหรับการตรวจสอบบัญชีเงินฝากไม่พบมีเงินหมุนเวียนผิดสังเกต เนื่องจากนายประจักษ์ให้จ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินสด จึงไม่พบหลักฐานการโอนเงิน โดยผู้ที่เข้าอบรมการใช้โทรศัพท์กับนายประจักษ์ที่ชุดารีสอร์ท แอนด์ โฮเทล จ.ขอนแก่น มีประมาณ 200 คน โดยจะเรียกรับเงินรายละ 400,000-600,000 บาท หากคำนวณแล้วจะพบว่ามีเงินหมุนเวียนนับร้อยล้านบาท ในวันเกิดเหตุมีพนักงานรีสอร์ทยืนยันว่าผู้ที่เข้ามาขอใช้สถานที่คือมีนายประจักษ์รวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามนายประจักษ์ปฏิเสธไม่รู้จักกับนายอำพร ทวรรณกุล ผอ.โรงเรียนเสมาอุปถัมภ์ จ.นครราชสีมา ซึ่งดีเอสไอได้แจ้งข้อกล่าวหาในฐานะเป็นผู้ต้องหาที่เป็นผู้นำข้อสอบออกมาเฉลยให้กับผู้สมัครสอบด้วย
“ดีเอสไอมีพยานยืนยันว่าพบเห็นนายประจักษ์ นายอำพรและคนอีกจำนวนหนึ่งเข้าไปใช้สถานที่ชุดารีสอร์ทฯเป็นที่ฝึกอบรมเฉลยข้อสอบจริง โดยสัปดาห์หน้าจะออกหมายเรียกผู้ที่สอบได้คะแนนสูงในเขตพื้นที่การศึกษาของ จ.นครราชสีมา จำนวน 48 คน เข้าสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีลูกสาวนายอำพรรวมอยู่ด้วย ในส่วนของลูกสาวนายอำพรจำเป็นต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติการสอบว่าครบถ้วนหรือไม่ เพราะมีข้อสังเกตว่าลูกสาวของนายอำพรยังเป็นพนักงานราชการไม่ถึง 3 ปี ตามหลักเกณฑ์จึงคาดว่าจะมีคุณสมบัติไม่ครบ อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยังโรงเรียนที่ลูกสาวของนายอำพรทำงานอยู่ ผอ.โรงเรียนทำหนังสือยืนว่าลูกสาวนายอำพรมีอายุงานครบ 3 ปี แต่ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการคลาดเคลื่อนของตัวเลข ทำให้อายุไม่ครบขาดไป 2 เดือน ซึ่งกรณีดังกล่าวดีเอสไอจะตรวจสอบย้อนหลังไปที่บัญชีเงินเดือนและเอกสารประกอบอื่นว่ามีการนำงบประมาณจากส่วนใดมาจ่ายเป็นเงินเดือนและเริ่มจ่ายตั้งแต่เมื่อใด” นายธานินทร์ กล่าวว่า
นายธานินทร์ กล่าวอีกว่าสำหรับหลักฐานที่พบในบ้านพบโพยรายชื่อบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งดีเอสไอได้นำมาตรวจสอบทั้งหมด พบว่าส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่สมัครสอบครูผู้ช่วยในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา และอีกส่วนหนึ่งเป็นบุคคลที่เคยสมัครสอบรับราชการครูก่อนหน้านั้น ซึ่งทั้งหมดจะใช้พยานแวดล้อมเพื่อแสดงให้ศาลเห็นถึงพฤติการณ์กระทำผิดของนายอำพร รวมถึงพยานบุคคลอีกจำนวนหนึ่งที่จะเข้าชี้ตัวว่าได้เข้าไปจ่ายเงินและรับเฉลยข้อสอบที่บ้านของนายอำพรจริง คือบ้านเลขที่ 335 หมู่ 6 โครงการโฮมการ์เด้นท์ วิว ซอยรัตนพิธาน ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา หลังสอบปากคำและแจ้งข้อหากับผู้ที่มีคะแนนสูงทั้ง 344 คนแล้ว ดีเอสไอจะลงพื้นที่จับกุมผู้กระทำผิดอีกหลายพื้นที่ โดยกลุ่มนี้จะมีพฤติการณ์ส่งคนอื่นเข้าสอบแทน ทั้งนี้การเร่งดำเนินการจัดการกลุ่มคนเหล่านี้ เนื่องจากปัจจุบันยังพบว่ากลุ่มดังกล่าวยังคงมีความเคลื่อนไหวในการซื้อข้อสอบเพื่อนำมาจำหน่ายให้กับผู้สมัครสอบเข้ารับราชการครูอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถามว่าหลักฐานที่มีสามารถโยงถึงผู้บริหารระดับในสพฐ.ได้หรือไม่ นายธานินทร์กล่าวว่า ดีเอสไอเร่งกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินและรอผลการตรวจพิสูจน์ตู้เซฟที่เก็บรักษาข้อสอบและคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเฉลยข้อสอบ เนื่องจากมีข้อมูลพบว่านายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นผู้ถือกุญแจ 1 ดอก นายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการ กพฐ. ถือ 1 ดอก และนายไกร เกษทัน ผอ.สำนักระบบบริหารงานและบุคคลและนิติการ เป็นผู้เก็บรักษารหัสเปิดเซฟ โดยการเปิดเซฟระบบกำหนดให้ทั้ง 3 คนต้องเปิดพร้อมกัน หากผลการตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ถูกเปิดนอกเหนือจากเวลาที่คณะกรรมการบันทึกไว้ผู้ที่เปิดต้องรับผิดทางอาญา แต่หากไม่พบการเปิดระบบคอมพิวเตอร์จากบุคคลไม่มีหน้าที่ผู้ที่ต้องรับผิดทางอาญาคือกรรมการที่ถือกุญแจและรหัสในฐานะร่วมกันนำเฉลยข้อสอบออกจากระบบ
ที่มา เดลินิวส์ วันพุธที่ 29 พฤษภาคม 2556