"ชินภัทร"แจง โกง"ครูผู้ช่วย" เค้นอีก"4ราย" รู้รหัสข้อสอบ


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
"พงศ์เทพ"อ้อน "อ.ก.ค.ศ."รับพิจารณายกเลิกผลสอบครูผู้ช่วย "ชินภัทร"หอบเอกสารกว่า 600 หน้า เข้าให้การ "ดีเอสไอ"แจงคดีทุจริตกว่า 4 ชั่วโมง ยันขั้นตอนในส่วน "สพฐ."รัดกุม โบ้ย"ก.ค.ศ." สั่งจัดสอบแทนเขตพื้นที่ฯ ยอมรับมีขบวนการโกงจริง ชี้ส่อข้อสอบรั่วบางวิชาในระดับพื้นที่




เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่  2 เมษายน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เดินทางเข้าพบนายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามทุจริต ดีเอสไอ เพื่อให้ถ้อยคำในคดีทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการครูในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งจัดสอบไปเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา

นายชินภัทรกล่าวก่อนเข้าให้ถ้อยคำว่า ได้เตรียมเอกสารและหลักฐานที่สืบเนื่องมาจากที่ดีเอสไอได้แถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ใน 7 ประเด็น ซึ่งเกี่ยวข้องกับ สพฐ. 4 ประเด็น ได้นำมาชี้แจงต่อดีเอสไอ ประกอบด้วย

1.การกำหนดหลักเกณฑ์ให้ส่วนกลางเป็นผู้ออกข้อสอบแทนเขตพื้นที่การศึกษา
2.การจัดจ้าง บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นติ้ง จำกัด เป็นผู้จัดพิมพ์ข้อสอบ
3.การให้บริษัทไปรษณีย์ไทยเป็นผู้จัดส่งข้อสอบไปยังเขตพื้นที่การศึกษาที่จัดสอบ และ
4.กรณีที่มีการเผยแพร่เฉลยคำตอบของข้อสอบ
โดยทั้ง 4 ประเด็นนี้จะชี้แจงว่า ทาง สพฐ.มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ ตนมั่นใจในพยานหลักฐานจะสามารถชี้แจงกับพนักงานสอบสวนของดีเอสไอได้ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยในส่วนของรายละเอียด

ด้านนายธานินทร์กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องสอบปากคำเพิ่มเติมจากนายชินภัทรคือ มีการสั่งการอย่างไรในการจัดสอบรวมจากศูนย์สอบกลาง จากเดิมที่เคยให้เขตพื้นที่การศึกษาจัดสอบเอง นอกจากนี้ กรณีมีแนวโน้มว่าข้อสอบรั่ว จะสอบถามว่ามีบุคคลใดที่รู้รหัสการเข้าไปดูข้อสอบและเฉลยข้อสอบจากคลังข้อสอบบ้าง ซึ่งทราบว่าในคลังข้อสอบจะมีข้อสอบอยู่กว่า 15,000 ข้อ แต่นำมาใช้ 200 ข้อ จะต้องเรียกสอบปากคำคนที่รู้รหัสทั้งหมด โดยขณะนี้มีรายชื่อแล้ว 4 คน

"ดีเอสไอได้เตรียมเชิญ ดร.ชอบ ลีซอ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ ดร.พิษณุ ฟองศรี รองคณบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ให้มาช่วยวิเคราะห์ข้อสอบและผู้เข้าสอบ 486 คน ที่สอบได้คะแนนสูงนั้น มีความผิดปกติใดๆ หรือไม่" นายธานินทร์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชินภัทรได้มอบเอกสารรายละเอียดการจัดสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งพบมีปัญหาส่อทุจริต รวมกว่า 600 หน้า ให้กับพนักงานสอบสวนภายหลังจากให้ถ้อยคำนานกว่า 4 ชั่วโมง

นายชินภัทรกล่าวหลังให้ถ้อยคำอีกครั้งว่า จุดหลักๆ ที่ได้ให้ข้อมูลไปคือ กระบวนการจัดทำข้อสอบ การทำเฉลย ซึ่งตนได้อธิบายขั้นตอนต่างๆ เช่น การทำคลังข้อสอบ การทำโปรแกรม การนำข้อสอบที่ได้รับการสุ่มไปทำต้นฉบับข้อสอบ การบรรจุข้อสอบลงในซองและกล่อง และการจัดส่งไปทางไปรษณีย์ เป็นต้น โดยตนได้อธิบายให้ดีเอสไอได้เห็นภาพรวมของกระบวนการดำเนินการของ สพฐ.ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการทำงานว่ามีอะไร และใครที่รับผิดชอบบ้าง ทั้งนี้ ตนได้มอบข้อมูลรายชื่อคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ให้กับดีเอสไอด้วย ซึ่งทางดีเอสไอจะเรียกคนที่เกี่ยวข้องไปให้ข้อมูลต่อไป

"กระบวนการและวิธีการจัดสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยของ สพฐ. ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรัดกุม มีมาตรฐานและการจัดจ้างในแบบเดียวกับที่ส่วนราชการอื่นดำเนินการ สำหรับการเปลี่ยนแปลงจากเขตพื้นที่ฯ มาให้ส่วนกลางออกข้อสอบนั้น มาจากนโยบาย และมติของที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการ ศธ. เป็นประธาน มั่นใจว่าขั้นตอนการดูแลข้อสอบและเฉลยข้อสอบในส่วนที่ สพฐ. ดำเนินการไม่มีการรั่วไหล เพราะมีการจัดทำคลังข้อสอบ สุ่มรหัสข้อสอบ และการดึงข้อสอบเป็นระบบปิดที่มีรหัสเฉพาะในการดึงข้อสอบไปจัดพิมพ์ ซึ่งมีความมั่นคงสูงสุด ส่วนการดึงเฉลยข้อสอบจะดำเนินการหลังสอบเสร็จสิ้น  2 วัน จากเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่บรรจุข้อมูลเฉลยที่มีเพียงเครื่องเดียว ยืนยันว่ามีความรัดกุมมาก" นายชินภัทรกล่าว

นายชินภัทรกล่าวด้วยว่า จากการตรวจสอบล่าสุดของ สพฐ.พบว่า การทุจริตที่เกิดขึ้น คะแนนสอบไม่ได้สูงทุกวิชา มีเฉพาะวิชาที่ยาก 5-8 วิชาเอกที่คะแนนสูง จากข้อสอบทั้งหมด 30 วิชาเอก และขณะนี้อยู่ระหว่างวิเคราะห์ความผิดปกติ ซึ่งอาจชี้ได้ว่าข้อสอบรั่วเป็นบางวิชา แต่สำหรับขั้นตอนหลังจากจัดส่งข้อสอบจาก สพฐ.ไปยังเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว โดยจะมีการส่งข้อสอบไปถึงเขตพื้นที่ฯ ล่วงหน้า 2 วันก่อนสอบ อาจเป็นช่องให้กับขบวนการทุจริตในเขตพื้นที่ฯ ทั้งนี้ ยอมรับว่าหนักใจกับปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้น เพราะมีมานานและทำเป็นขบวนการ มีการวางแผนล่วงหน้า แต่เมื่อตนอยู่ในราชการ อะไรเป็นภารกิจได้รับมอบหมายให้ทำ ก็ต้องทำ แต่ระบบนี้ไม่ใช่ระบบเหมาจ่าย ไม่ใช่ว่า สพฐ. ส่วนกลางจะต้องรับผิดชอบทั้งหมด

ขณะที่นายธานินทร์กล่าวว่า นายชินภัทรได้ให้ข้อมูลครอบคลุมตามประเด็นที่ซักถามทั้งหมด ที่ผ่านมาดีเอสไอไม่รู้ว่าในการจัดสอบครั้งนี้มีการตั้งคณะกรรมการชุดใดดำเนินการบ้าง หลังจากนี้เมื่อได้ข้อมูลคณะกรรมการชุดต่างๆ แล้ว ในสัปดาห์หน้าดีเอสไอจำเป็นต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องในส่วนอื่นๆ ทั้งเจ้าหน้าที่ควบคุมคลังข้อสอบ เจ้าหน้าที่ที่นำข้อมูลออกมาทำข้อสอบ และบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดพิมพ์ข้อสอบ เข้าให้ปากคำ ตลอดจนต้องสำรวจสถานที่จัดเก็บข้อสอบทุกขบวนการ ทั้งที่บริษัท จันวาณิชย์ฯ บริษัท ไปรษณีย์ไทย และในระดับเขตพื้นที่ฯว่า มีความรัดกุมในการจัดเก็บแค่ไหน โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ฯมีการตั้งคณะกรรมการดูแลข้อสอบอย่างไร รวมทั้งมีจุดใดที่อาจเป็นช่องโหว่ให้สามารถนำเฉลยคำตอบออกไปได้

ทางด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการ ศธ. และประธาน ก.ค.ศ. กล่าวถึงกรณีที่มีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) หลายเขตพื้นที่การศึกษา จะส่งเรื่องการพิจารณายกเลิกการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยกรณีพบมีการทุจริต กลับมาให้ ก.ค.ศ.พิจารณาสั่งการเองว่า หากจะส่งเรื่องกลับมายัง ก.ค.ศ.คงไม่มีปัญหาอะไร ถ้า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯได้ไปตรวจสอบข้อมูลแล้วคิดว่ายังไม่กล้าตัดสินใจเอง ทาง ก.ค.ศ.ก็อาจตัดสินใจให้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯดูแต่ข้อมูลคะแนนสอบของผู้เข้าสอบ แล้วส่งเรื่องกลับมายัง ก.ค.ศ. โดยไม่ได้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาพิจารณาเลย เพราะเหตุผลที่ ก.ค.ศ.มีมติส่งเรื่องให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯพิจารณา เนื่องจากเห็นว่าเขตพื้นที่ฯจะสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ดีกว่า ก.ค.ศ. เช่นกรณีของผู้เข้าสอบ 486 คนที่สอบได้คะแนนสูงผิดปกติ คงเป็นเรื่องยากที่จะให้ ก.ค.ศ.เรียกแต่ละคนมาสอบ ซึ่งไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะดำเนินการเสร็จ

"ตอนนี้ ก.ค.ศ.ได้ส่งข้อมูลเป้าหมายไปให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯแล้วว่า ใครได้คะแนนสอบสูงผิดปกติบ้าง และสามารถเรียกคนเหล่านี้มาตรวจสอบได้ สามารถดูข้อมูลว่าที่ผ่านมาเคยสอบครูผู้ช่วยกี่ครั้งแล้ว หรืออาจจะเรียกคนที่สอบได้คะแนนสูงมาลองทำข้อสอบก็ได้ จะได้รู้ว่าเก่งจริงหรือไม่ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสิน" รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ศรีสะเกษ เขต 3 ระบุว่ากรณีของนายภานุวัฒน์ ไชยวงค์ ซึ่งมีชื่อเข้าสอบ 2 ที่ และสอบติดครูผู้ช่วยที่ สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 ยังไม่มีข้อมูล หลักฐานวินิจฉัยได้ว่ามีการทุจริต นายพงศ์เทพกล่าวว่า กรณีนี้มีข้อมูลต่างๆ ที่สืบสวนออกมาแล้ว และลองคิดดูว่าหากไปสมัครสอบ 2 ที่ แล้วอ้างว่าทำใบสมัครสอบหาย จะมีใครเอาไปใช้เข้าสอบ เพื่อประโยชน์อะไร คงไม่มีใครที่ไหนในโลกเอาใบสมัครคนอื่นไปเข้าสอบ ซึ่งกรณีลักษณะนี้ทราบว่ามีเกิดขึ้นในหลายเขตพื้นที่ฯมาก

"ประเด็นที่สำคัญคือ จะต้องช่วยกันสกัดคนที่ไม่ได้สอบได้ด้วยความรู้ ความสามารถตัวเอง แต่อาจจะไปได้ข้อสอบมา หรือรู้เฉลยมา ซึ่งน่าจะมีวิธีการตรวจสอบกันได้ ผมอยากให้ทาง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯถือว่าเป็นการช่วยเหลือกันทำงานและตรวจสอบเรื่องนี้" นายพงศ์เทพกล่าว 


ที่มา มติชน